[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 3

              กระทรวงศึกษาธิการ     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน     ผู้ดูแลระบบ    
t_left
t_right

เมนูหลัก


นายอนุกูล ทองนุ้ย
ผอ.สพป.บึงกาฬ


ระบบ E-Salary [สพป.] 
ระบบเงินเดือนบำนาญ  
ข้อมูลสารสนเทศ [สพป.]
ระบบ AMSS++[สพป.]
ระบบ E-Filing (ระบบเก่า)
ก.ต.ป.น.เขตพื้นที่การศึกษา
สหกรณ์ฯครูบึงกาฬ
KM
รร.คุณภาพ ประจำตำบล  
เว็บไซต์โรงเรียนในสังกัด
     อำเภอเมืองบึงกาฬ
     อำเภอศรีวิไล
     อำเภอพรเจริญ
     อำเภอเซกา
     อำเภอบึงโขงหลง
     อำเภอบุ่งคล้า
     อำเภอปากคาด
     อำเภอโซ่พิสัย
กลุ่มงานใน สพป.
     กลุ่มอำนวยการ
     กลุ่มบริหารการเงินฯ
     กลุ่มนโยบายและแผน
     กลุ่มบริหารงานบุคคล
     กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
     กลุ่มนิเทศฯ
     หน่วยตรวจสอบภายใน
     กลุ่มพัฒนาครูฯ
     กลุ่มการศึกษาทางไกลฯ
SMS
ติดต่อ เว็บมาสเตอร์
โค้ดข่าว สพป.บึงกาฬ 

b_left
b_right
 
  • แบบพิมพ์
คำขอหนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาฯ(ขอหนังสือส่งตัว)
ใบเบิกเงินสวัดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
ใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
แบบคำขอใช้ปรับปรุงวุฒิ
แบบใบลาไปศึกษา อบรม ดูงาน
แบบคำร้องฯสหกรณ์ออมทรัพย์บึงกาฬ
 







 


     [ กลับหน้าดูกระทู้ทั้งหมด ]

หัวข้อ   :  วัณโรค
โดย : d  ไอพี : 58.82.152.74   เมื่อวันที่ : จันทร์ ที่ 16 เดือน กันยายน พ.ศ.2562   


วัณโรค คืออะไร?
วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อทางอากาศ สาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่ตัวโรคจะดำเนินต่อไป โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
•  การติดเชื้อระยะแรก (Primary TB Infection)
•  การติดเชื้อระยะแฝง (Latent TB Infection)
•  ระยะแสดงอาการหรือระยะอาการกำเริบ (Active Disease)
อนึ่งมีหลายล้านคนในโลกที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่เคยเข้าสู่ระยะกำเริบเลย
การติดเชื้อระยะแรก (Primary TB Infection)
เชื้อวัณโรคติดต่อได้จากการหายใจ ดังนั้นถ้าสูดอากาศที่มีเชื้อวัณโรคปนอยู่ก็อาจจะติดเชื้อนี้ได้ เพราะเหตุนี้ ถ้าหากว่าอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบที่มักไอหรือจามบ่อย ๆ ก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคได้มากขึ้น
โดยทั่วไประบบภูมิคุ้มกันจะทำลายเชื้อแบคทีเรียทันที แต่สำหรับคนที่มีเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophages) ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง เซลล์แมคโครฟาจจะล้อมรอบเชื้อไว้ และบังคับให้เชื้ออยู่ในภาวะสงบ ไม่แสดงอาการใดๆ การที่เชื้อแบคทีเรียอยู่ในภาวะสงบ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับร่างกายนั้น เรียกว่าเชื้อวัณโรคระยะแฝง ซึ่งเชื้อโรคอาจจะอยู่ในระยะนี้เป็นเวลาหลายสิบปี หรือตลอดทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ในประชากรบางกลุ่ม เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มคนที่เพิ่งติดเชื้อวัณโรคมาได้ไม่นาน หรือกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคไม่กี่สัปดาห์ ก็อาจแสดงอาการทันที
การติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB Infection)
เชื้อวัณโรคในระยะนี้จะอยู่ในภาวะสงบ คนที่ติดเชื้อระยะนี้จะไม่มีอาการใด ๆ และจะไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งสามารถตรวจพบการติดเชื้อระยะแฝงนี้ได้ด้วยการทดสอบปฏิกิริยาทางผิวหนัง (Tuberculin Skin Test) หรือการตรวจหาเชื้อวัณโรคในเลือดด้วยวิธี Interferon-gamma Release Assay (IGRA) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรคในกลุ่มคนที่มีโอกาสติดเชื้อสูง เช่น บุคลากรการแพทย์ ผู้ป่วยที่กำลังจะได้รับเคมีบำบัด หรือยากดภูมิ
ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องรักษาผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงทุกราย แต่จะเลือกรักษาเฉพาะคนที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่เชื้อจะพัฒนาเข้าสู่วัณโรคระยะกำเริบ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายต่อไป ในคนปกติที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีมีโอกาสเพียง 10 % ที่เชื้อวัณโรคระยะแฝงจะพัฒนาเป็นเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ แต่ถ้าเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีโอกาสที่เชื้อจะพัฒนาจะมากกว่าเดิมหลายเท่า
วัณโรคระยะกำเริบ (Active TB)
ในระยะนี้ เชื้อโรคจะเพิ่มจำนวนและทำปฏิกิริยากับร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งการติดเชื้อวัณโรคที่ปอดเป็นวัณโรคระยะกำเริบที่พบมากที่สุด อาการที่พบได้ คือ
•  หายใจติดขัด
•  เจ็บหน้าอก
•  ไอ อาจจะมีเสมหะร่วมด้วยก็ได้
•  อ่อนเพลีย
•  หนาวสั่นและเหงื่อออกตอนกลางคืน
•  อ่อนแรง
•  น้ำหนักลด
•  หายใจมีเสียงหวีด
นอกจากวัณโรคที่ปอดแล้ว มีโอกาสที่จะติดเชื้อวัณโรคที่อวัยวะอื่นได้เช่นกัน เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ข้อต่อ สมอง หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ ซึ่งอาการที่แสดงออกจะเหมือนกับอาการของวัณโรคที่ปอด และอาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อที่อวัยวะใด
ระยะการติดเชื้อวัณโรค
ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะแฝง (Latent TB Infection) ซึ่งเป็นระยะที่ยังมีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกาย แต่ตัวเชื้อจะอยู่นิ่ง ผู้ที่ติดเชื้อในระยะนี้จึงไม่มีอาการใดๆ และจะไม่แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในระยะแฝงนั้นอาจเปลี่ยนเป็นระยะกำเริบ (Active Disease) ได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะคนที่เพิ่งได้รับเชื้อวัณโรคมาไม่เกิน 2 ปี ซึ่งมักมีความเสี่ยงติดเชื้อระยะกำเริบได้สูง นอกจากนี้คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่กำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือกำลังล้างไต ก็มีโอกาสที่เชื้อวัณโรคจะกำเริบได้ง่ายเช่นกัน
ถึงแม้ว่าการรักษาวัณโรคในปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีหลายครั้งที่การติดเชื้อวัณโรคอาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยกรมควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรคมากกว่า 1 ล้านคนต่อปีทั่วโลก
นอกจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) แล้ว วัณโรคอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอีกสายพันธุ์ที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม โบวิส (Mycobacterium bovis) เชื้อนี้พบได้ในสัตว์บางชนิด และสามารถแพร่มาสู่คนได้ เช่น เด็กที่ดื่มนมวัวที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออาจติดเชื้อวัณโรคสายพันธุ์นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศพัฒนาที่แล้ว วัวทุกตัวจะได้รับการตรวจสอบว่าติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ และนมส่วนใหญ่ก็ล้วนผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว
สถิติผู้ติดเชื้อวัณโรค
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากปี ค.ศ. 1940 ที่มีการคิดค้นยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) และนำมาใช้ต้านเชื้อวัณโรคอย่างแพร่หลาย ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงมาก ซึ่งในปัจจุบันการติดเชื้อวัณโรคสามารถพบได้มากที่สุดในทวีปแอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
จากการเก็บสถิติของกรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2013 พบสถิติของการติดเชื้อวัณโรคที่น่าสนใจดังนี้
•  1 ใน 3 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรค
•  มีประชากร 9 ล้านคนทั่วโลกป่วยจากการติดเชื้อวัณโรค
•  มีประชากร 1.5 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรค
•  การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตมากที่สุดจาก
การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค
เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อทางการสูดหายใจเอาเชื้อในอากาศเข้าไป โดยเชื้อเหล่านี้มาจากการที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคในระยะกำเริบ ไอ จาม หรือพูด ทำให้มีละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อทูเบอร์คูโลซิสแฝงอยู่ลอยมาในอากาศ เชื้อนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง และผู้ที่สูดอากาศส่วนนี้เข้าไปก็จะได้รับเชื้อวัณโรค
อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่หายใจรับเชื้อวัณโรคเข้าไปจะต้องป่วยเป็นวัณโรคทุกคน เพราะโดยทั่วไปเมื่อร่างกายรับเชื้อวัณโรคแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกำจัดเชื้อวัณโรคไปได้จนหมด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เชื้อวัณโรคก็จะแฝงอยู่ในร่างกาย โดยยังไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ เรียกว่าเป็นการติดเชื้อระยะแฝง
อาการของวัณโรค
อาการทั่วไปของวัณโรคระยะกำเริบ
ได้แก่
•  รู้สึกไม่สบาย
•  เบื่ออาหารน้ำหนักลด
•  เหงื่อออกตอนกลางคืน
•  มีไข้เป็น ๆ หาย ๆ
•  ปวดตามตัว
•  อ่อนเพลีย
ปอดเป็นอวัยวะที่ติดเชื้อวัณโรคง่ายที่สุดในร่างกายเรียกภาวะนี้ว่า วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis) ถ้าติดเชื้อวัณโรคที่อวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ปอดจะเรียกว่า การติดเชื้อวัณโรคนอกปอด (Extrapulmonary Tuberculosis)
อาการของวัณโรคที่ปอด
อาการของโรคนี้ที่พบมากที่สุดคือวัณโรคที่ปอด ในระยะแรกจะมีการไอแห้งๆ เพียงอย่างเดียว และมีอาการมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาเวลาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในตอนเย็นและตอนกลางคืน ส่วนในระยะที่เป็นโรคมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอแบบมีเสมหะติดเลือดปนด้วย หรือถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ หากเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มปอดอาจมีน้ำเกิดขึ้นในช่องปอดและมีอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้เกิดอาการหอบมากขึ้น
อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้แก่ ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการไอที่ติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจะมีอาการไอแห้งๆ ก่อนจะเริ่มมีเสมหะตามมา จนอาจไอเป็นเลือดได้ อาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน
การติดเชื้อวัณโรคนอกปอด
การติดเชื้อวัณโรคนอกปอดเกิดจากการที่เชื้อแพร่ผ่านทางเส้นเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย การติดเชื้อดังกล่าวทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้มากมายขึ้นกับตำแหน่งอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น
•  ที่ช่องท้อง: ท้องบวม ปวดท้อง
•  กระเพาะปัสสาวะ: ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนกับปัสสาวะ
•  กระดูก: ปวดตามกระดูก
•  ศีรษะ: ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ง่วงนอน ซึมลง อาการคอแข็ง (Stiff Neck)
•  ข้อ: ปวด บวม ข้อติด
•  ไต: ปวดบริเวณสีข้าง เลือดออกปนกับปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยขึ้น
•  ต่อมน้ำเหลือง: บวมแดงบริเวณต่อมน้ำเหลือง
•  เยื่อหุ้มหัวใจ (เยื่อหุ้มที่คลุมรอบ ๆ หัวใจ): เส้นเลือดที่คอโป่งพอง หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก
•  อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย: ก้อนโตที่ถุงอัณฑะ
•  อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง: มีบุตรยาก ปวดอุ้งเชิงกราน เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
•  กระดูกสันหลัง: กระดูกสันหลังผิดรูป ปวดบริเวณกระดูกสันหลัง อ่อนแรงที่ขาทั้งสองข้าง
จากอาการที่กล่าวมาข้างต้นทำให้การวินิจฉัยวัณโรคนอกปอดนั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากอาการไม่จำเพาะจึงมักจะวินิจฉัยคลาดเคลื่อนเป็นโรคหรือสภาวะอื่น ๆ เสมอ
วัณโรคข้าวฟ่าง (Miliary TB)
วัณโรคข้าวฟ่างหรือวัณโรคระยะแพร่กระจายนี้เป็นภาวะฉุกเฉินของการติดเชื้อวัณโรคซึ่งหมายถึงการมีเชื้อวัณโรคเป็นจำนวนมากแพร่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางเส้นเลือด วัณโรคข้าวฟ่างพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
อาการแสดงของวัณโรคข้าวฟ่างนั้นใกล้เคียงกับวัณโรคระยะอื่น ๆ กล่าวคือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ตัวสั่น อ่อนแรง หายใจลำบาก ทำให้การวินิจฉัยวัณโรคข้าวฟ่างนั้นเป็นไปได้ยากมากขึ้น หากวินิจฉัยภาวะดังกล่าวล่าช้า ในฟิล์มเอ็กซเรย์หน้าอกจะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ มากมายกระจายไปทั่วทั้งปอด
อาการของวัณโรคที่อวัยวะอื่น
เชื้อวัณโรคสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปสู่อวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้เช่นกัน เช่น กระดูก ไต ระบบทางเดินปัสสาวะ อวัยวะเพศ ลำไส้ หรือแม้แต่บนผิวหนัง และต่อมน้ำเหลือง และในบางครั้งอาจพบเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรคในเด็กที่เพิ่งรับเชื้อใหม่ ซึ่งเป็นอาการที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
หากมีอาการของวัณโรคที่ส่งผลกระทบต่อต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยมักมีไข้และคลำพบก้อนตามบริเวณต่อมน้ำเหลือง โดยที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝีและแตกออก ทำให้มีน้ำหนองซึมออกมาได้ และหากเชื้อส่งผลต่อเยื่อหุ้มสมองก็จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย
เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
หลังจากผู้ป่วยสูดดมเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ เชื้อวัณโรคมักไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบน ซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด ซึ่งก็มีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ
ปกติเชื้อวัณโรคมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4–8 สัปดาห์ อีกทั้งในระยะเริ่มแรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น แต่หากพบว่ามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด คุณควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามไปมากกว่าเดิม
ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันโรคดี การติดเชื้อก็จะกลายเป็นแค่การมีเชื้ออยู่เท่านั้น เชื้อวัณโรคจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่หลังจากนั้นหลายเดือนหรือหลายปี ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายอวัยวะหากภูมิต้านทานโรคอ่อนแอลง และจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบๆ ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อค่อยๆ แสดงอาการออกมา
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค
เมื่อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ หรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากสาเหตุต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อวัณโรคทั้งสิ้น
ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่พบได้มีดังนี้
•  ความยากจน
•  การติดเชื้อเอชไอวี
•  การเป็นบุคคลเร่ร่อน
•  การต้องโทษจำคุก
•  การใช้สารเสพติด
•  การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
•  ผู้ป่วยที่กำลังล้างไต
•  ผู้ป่วยที่เคยเปลี่ยนถ่ายอวัยวะและกำลังรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน
การตรวจวินิจฉัยวัณโรค
การตรวจวินิจฉัยวัณโรคนั้นทำโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
1.  การเอกซเรย์ปอด วิธีนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติของปอดที่เข้าข่ายลักษณะของวัณโรคปอด เช่น พบการอักเสบของปอดบริเวณปอดกลีบบน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้รับออกซิเจนมากที่สุด เป็นต้น
2.  การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ วิธีนี้จะทำในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอดเพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยจะใช้การเก็บเสมหะตอนตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน สามารถรู้ผลการตรวจภายใน 30 นาที แต่มีข้อเสียคือ มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้นเอง ดังนั้นแม้ผู้ป่วยเคยตรวจวัณโรคโดยวิธีนี้แล้วไม่พบการติดเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่
3.  การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือสามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80–90% แต่ข้อเสียคือใช้ระยะเวลานานเกินไป คือประมาณ 2 เดือนจึงจะทราบผล
เมื่อผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการตรงตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ และน้ำหนักตัวลด แพทย์จะเอกซเรย์ปอด ซึ่งหากพบอาการผิดปกติที่ปอดที่ตรงกับลักษณะของวัณโรค แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะเพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค ซึ่งหากพบเชื้อวัณโรคก็สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามในบางครั้งผู้ป่วยที่ได้รับการเอกซเรย์ปอดและมีอาการตรงตามลักษณะของวัณโรค แต่เมื่อย้อมสีเสมหะแล้ว กลับไม่พบเชื้อวัณโรค แพทย์อาจวินิจฉัยและรักษาแบบวัณโรคปอดได้ แต่ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
การรักษาวัณโรค
การรักษาวัณโรคจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น โดยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอด โรงพยาบาล หรือคลินิกแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปีหรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนโดยปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง
ข้อควรปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวัณโรค
1.  รับประทานยาวัณโรคตามที่แพทย์แนะนำจนครบกำหนด เพื่อป้องกันเชื้อวัณโรคเกิดการดื้อยา ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการผิดปกติหลังจากเริ่มรับประทานยาวัณโรค เช่น อาเจียน ปวดข้อ มีผื่น และปวดข้อ หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อปรับยาให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย
2.  ในช่วงแรกของการรักษานั้น โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรก ถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่เฉพาะในบ้านเท่านั้น โดยอยู่ในห้องที่แสงแดดส่องถึงและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรแยกห้องนอนต่างหากด้วย ไม่ควรออกไปในที่ชุมชนและที่แออัด หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรสวมหน้ากากอนามัยด้วย
3.  ปิดปากทุกครั้งเวลาไอหรือจาม
4.  งดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ และเนื้อสัตว์
5.  พักผ่อนให้เพียงพอ
6.  ผู้ใกล้ชิดควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอดด้วย ซึ่งในผู้ใหญ่นั้นหากเอกซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด จะถือว่าไม่เป็นวัณโรค ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ในเด็กเล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติ และหลังจากเอกซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด ก็ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่าการตรวจทูเบอร์คูลีน หากผลออกมาเป็นบวก แพทย์จึงจะรักษาวัณโรค
สาเหตุส่วนใหญ่ของการรักษาที่ล้มเหลวนั้นเกิดจากตัวของผู้ป่วยเอง ที่ไม่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว และต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจย้อมเสมหะแล้วพบเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อวัณโรคให้กับคนใกล้ชิดได้ ดังนั้นตัวผู้ป่วยเองควรงดการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นหลังจากเริ่มรักษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากสถิติแล้วผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาไปแล้ว แต่รับการรักษาไม่ครบแล้วกลับมารักษาใหม่ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดีที่สุดจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น
ผู้ป่วยวัณโรคจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
ในขั้นตอนของการรักษานั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียน้อย คือ ตรวจย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค แต่ยังมีเชื้ออยู่เมื่อนำเสมหะไปเพาะเชื้อเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ค่อยแพร่เชื้อ แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน
การป้องกันวัณโรค
เพื่อป้องกันไม่ให้วัณโรคแพร่กระจายในสถานพยาบาล กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาจึงออกหลักเกณฑ์ให้ตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรคในบุคลากรการแพทย์ทุกคน โดยตรวจตั้งแต่ก่อนรับเข้าทำงาน และตรวจติดตามต่อเนื่องทุกปี
นอกจากสถานพยาบาลแล้ว ที่พักอาศัยบางแห่งก็มีการตรวจหาเชื้อวัณโรค เช่น บ้านพักคนชรา สมาชิกที่จะย้ายเข้ามาใหม่ทุกรายต้องได้รับการตรวจหาเชื้อวัณโรค โดยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการตรวจหาวัณโรคระยะกำเริบ
นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายได้ เช่น
•  ทำให้อากาศในอาคารถ่ายเทสะดวก เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในอาคาร
•  ติดตั้งแสงอัลตราไวโอเล็ตในบริเวณที่บุคคลซึ่งอาจมีเชื้อวัณโรคอยู่รวมกัน เพื่อฆ่าเชื้อวัณโรคในอากาศ
•  รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคในระยะแฝงให้หายขาด ก่อนที่จะกลายเป็นการติดเชื้อในระยะกำเริบ
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อวัณโรค
ในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อวัณโรคมากมักจะใช้วัคซีน BacilleCalmette-Guerin หรือ บีซีจี (BCG) เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดรุนแรง เช่น การติดเชื้อวัณโรคที่เยื่อหุ้มสมอง แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกามักจะไม่ใช้วัคซีนชนิดนี้ แต่จะป้องกันโดยรักษาวัณโรคระยะแฝงด้วยยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) แทน เพราะพบว่าการรักษาด้วยยาสามารถป้องกันการแพร่กระจายโรคได้ดีกว่า และการฉีดวัคซีนบีซีจีไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ดีเท่าที่ควร
คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับวัณโรค
ยาวัณโรคต้องรับประทานให้ครบ 6 เดือน ถึงแม้ว่าเราจะตรวจไม่เจอใช่ไหม
คำตอบ: ถูกต้องแล้ว การรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเคร่งครัด รับประทานทุกวันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ ผู้ป่วยวัณโรคควรดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นด้วย - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)
ถ้าเราทำงานร่วมกับคนที่เป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ รวมถึงต้องกินยาอีก 6 เดือนเราสามารถปัองกันได้อย่างไร
คำตอบ: ปิดปากเวลาไอ จาม ใส่หน้ากากทั้งตัวผู้ป่วยและบุคคลใกล้ชิด ล้างมือบ่อยๆ แยกสิ่งของเครื่องใช้ สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการกินยาของผู้ป่วยเอง - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
คุณแม่ป่วยเป็นโรคปอด คุณหมอที่ ร.พ.พุทธชินราช บอกว่าคุณแม่เป็นวัณโรค พอรับประทานยารักษาเกี่ยวกับวัณโรคแล้วมีอาการข้างเคียง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ควรหยุดยาหรือทำอย่างไรดี
คำตอบ: เป็นผลข้างเคียงของยา ถ้าอาเจียนจนรับประทานไม่ได้เลยควรไปโรงพยาบาล แพทย์จะพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือช่วย - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)
คำตอบ 2: อาจจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล เนื่องจากถ้ารับประทานยาวัณโรคแล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเยอะ อาจจะมีค่าตับผิดปกติได้ ในบางรายอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้ค่าตับขึ้นหรือเปลี่ยนสูตรยาไปเลย แต่ยังไงก็แนะนำให้ไปตรวจยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)
คำตอบ 3: ควรรับประทานยาให้ครบตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา สำหรับผลข้างเคียง ถ้ามีอาการมากแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแล จะได้มีการปรับยาหรือให้ยาแก้อาการเหล่านั้น - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
กินยาวัณโรคแล้วมีผื่นขึ้น ผิดปกติหรือไม่
คำตอบ: อาจเป็นอาการแพ้ยาวัณโรค ควรงดยา แล้วรีบกลับไปพบแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนอีกครั้ง ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
วัณโรค ถ้าเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ อะไรเป็นพาหะที่สำคัญที่สุด
คำตอบ: วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยวัณโรคกลับเป็นซ้ำได้ด้วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม ฯลฯ ดังนั้น แม้รักษาหายขาดแล้ว แพทย์ก็จะนัดมาติดตามเป็นระยะๆ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมาก แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงและเคยได้รับวัคซีนบีซีจี (ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถกำจัดและจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
คำตอบ 2: สามารถกลับมาเป็นได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่องแล้วไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
คนป่วยเป็นวัณโรคบางรายที่มีอาการปวดตามข้อและมีอาการบวมร่วมด้วย สาเหตุมาจากอะไร
คำตอบ: การปวดข้อที่พบอาจเกิดจากยารักษาวัณโรคบางตัว - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
ถ้าเราต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรควัณโรคปอด และผู้ป่วยไม่ได้ปิดปากตลอดเวลา อยากทราบว่าอัตราเสี่ยงที่จะติดโรคนี้มากไหม และการจะติดเชื้อขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายเราหรือไม่
คำตอบ: ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมากจนไม่ต้องเป็นกังวล แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง และเคยได้รับวัคซีนบีซีจี (ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถกำจัดและจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)
คำตอบ 2: ถือว่าเสี่ยงมาก ทั้งนี้การได้รับเชื้อมาอาจจะยังไม่ป่วยในทันที หากร่างกายอ่อนแอ จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมากขึ้น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)
ถ้าหมอบอกว่ากำลังใกล้จะเป็นวัณโรคระยะ 3 แล้ว แสดงว่าอันตรายมากไหม รักษาหายได้อยู่หรือไม่
คำตอบ: คือระยะ Active TB หมายความว่าเป็นระยะที่แสดงอาการออกมาและสามารถแพร่เชื้อได้ วัณโรคสามารถรักษาหายได้ถ้ารับประทานยาปฏิชีวนะครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าไม่รักษาก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์กี่เปอร์เซ็นต์
คำตอบ: การใช้ยาวัณโรคในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรสามารถให้การรักษาเหมือนคนทั่วไป คือ 2HRZE/4HR เนื่องจาก first-line anti-TB drugs ทุกตัวปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้น streptomycin ซึ่งทำให้เกิดพิษต่อหูกับเด็กในครรภ์ได้ จึงห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตรสามารถให้นมบุตรและอยู่ร่วมกันกับบุตรได้ มารดานอกจากจะได้ยาต้านวัณโรคแล้ว ควรใช้ผ้าปิดปากเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)
คำตอบ 2: ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์ และมีข้อจำกัดในการใช้ยาวัณโรคสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยมียาบางชนิดและยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรจะได้รับในระหว่างตั้งครรภ์คือ กานามัยซิน Ethionamide cycloserine streptomycin amikacin Ciprofloxacin Sparfloxacin Levofloxacin Ofloxacin Capreomycin การรักษาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)


อ่านบทความเรื่องวัณโรคได้ที่นี่ https://www.honestdocs.co/tuberculosis
https://www.honestdocs.co/tuberculosis


เข้าชม : 31


ความคิดเห็นที่ 1
พฤหัสบดี ที่ 3 เดือน มกราคม พ.ศ.2556 เวลา 09:37:09
ขอทราบชื่อ-สกุล ด้วยค่ะจะได้ตรวจสอบข้อมูล
โดย : จนท.การเงิน    ไอพี : 192.168.2.184





Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :   สมาชิกถ้า login แล้วไม่ต้องกรอกส่วนนี้ครับ


 
เว็บลิงค์
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2
  • ศาลจังหวัดบึงกาฬ
  • ข้อมูลอำเภอบึงกาฬ
  • บึงกาฬ.คอม
  • มายบึงกาฬ.คอม
  • บึงกาฬ.เน็ต
  • ศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา ศูนย์ที่ 21 จังหวัดหนองคาย
  • ชมรมครูภาษาไทย สพป.บึงกาฬ
  • เครือข่ายพัฒนาชีวิตครูพรเจริญ
  • ชมรมคนรักเด็กประถมวัย สพป.บึงกาฬ
  • ชมรมครูวิทยาศาสตร์ สพป.บึงกาฬ
  • เช็คเมล์ Mail@obecmail.obec.go.th
  • เช็คเมล์ Mail@obec.go.th
  • เปลี่ยนรหัสผ่านอีเมล์เมล์ @obec.go.th
  • การขออีเมล์ สพฐ. name@obec.go.th
  • วิธีการใช้อีเมล์ สพฐ.
  • โลโก้ สพฐ.
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ
  • แนวทางการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับต่าง ๆ
  • การเสนอแนวทางการพัฒนาคนให้มีคุณลักษณะตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับความคุ้มค่า
  • การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กระแสไทในความเป็นสากล
  • ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับการท้าทายจากกระแส โลกาภิวัตน์: มุมมองสำหรับผู้บริหารการศึกษาไทย
  • เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคน
  •    

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ เลขที่ 511 หมู่ 7 ถนนชาญสินธุ์ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
    โทรศัพท์ : 0-4249-1247
    กลุ่มอำนวยการ ต่อ 0 และ11
    กลุ่มงานบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ ต่อ 12
    กลุ่มนโยบายและแผน ต่อ 13
    กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ต่อ 14
    กลุ่มบริหารงานบุคคล ต่อ 15
    กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ต่อ 16
    หน้าห้องผู้อำนวยการ ต่อ 18
    โทรสาร : 0-4249-1180 , 0-4249-1345